วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
การปลูกผักกาดหอม
ผักกาดหอมเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ได้ผลดีที่สุดในดินร่วน เพราะมีการระบายน้ำและอากาศดี ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดินอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 มีความชื้นในดินพอสมควร ชอบแดดจัด แปลงปลูกควรมีแสงเต็มที่ตลอดทั้งวัน ผักกาดหอมใบชอบอุณหภูมิประมาณ 21-26 องศาเซลเซียส ส่วนผักกาดหอมห่อหัวจะชอบอุณหภูมิประมาณ 15.5-21 องศาเซลเซียส
แปลงเพาะกล้า ใช้สำหรับการปลูกผักกาดหอมห่อหัวเท่านั้น ส่วนผักกาดหอมใบสามารถหว่านเมล็ดลงแปลงปลูกได้โดยตรง เตรียมแปลงเพาะกล้าด้วยการไถพลิกดินลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้ทั่ว พรวนย่อยหน้าดินให้ละเอียดแล้วจึงโรยเมล็ดลงเพาะ ใช้แปลงเพาะกล้าขนาด 2-2.5 ตารางเมตรสำหรับการปลูกผักกาดหอม 1 ไร่
แปลงปลูก ควรไถพลิกดินลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตากดินไว้7-10 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ คลุกให้เข้ากับดิน พรวนย่อยหน้าดินให้ละเอียดแล้วจึงหว่านเมล็ดหรือนำต้นกล้ามาปลูก
การเพาะกล้า
การเพาะกล้าผักกาดหอมห่อสำหรับปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 50 กรัม (ประมาณ 4 หมื่นเมล็ด) หลังจากเตรียมแปลงเพาะแล้วให้หว่านเมล็ดลงบนแปลงให้กระจายไปทั่วแปลง หรือจะใช้วิธีโรยเป็นแถว ระยะห่างแถวประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วใช้ดินที่ผสมกับปุ๋ยคอกโรยทับบางๆ คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนออกบ้างเพื่อไม่ให้เบียดกันเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโรคโคนเน่า ต้นกล้าอ่อนแอและตายได้ง่าย เมื่อต้นกล้ามีอายุ 25-30 หรือมีใบจริง 3-4 ใบ จึงย้ายลงปลูกในแปลง
การปลูก
ฤดูปลูกผักกาดหอมในประเทศไทยนั้น ผักกาดหอมใบสามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนผักกาดหอมห่อหัวปลูกได้ผลดีในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
การปลูกผักกาดหอมใบ ใช้วิธีหว่านเมล็ดให้กระจายทั่ว ทั้งผิวแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หรือโรยเมล็ดลงในแปลงเป็นแถวก็ได้ ก่อนหว่านเมล็ดควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น แคปแทนหรือไธแรม เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน หลังจากหว่านเมล็ดแล้วให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหว่ากลบหนา ประมาณ 1/2-1 เซนติเมตร แล้วคลุมดินด้วยหญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดบางๆ รดน้ำด้วยบัวฝอยละเอียด
เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนต้นที่อ่อนแอทิ้ง ไม้ให้ต้นแน่นทึบเกินไป จัดระยะระหว่างต้น 20×20 เซนติเมตร หรือ 30×30 เซนติเมตร หากปลูกในช่วงหน้าร้อนควรมีการคลุมแปลงปลูกเพื่อพรางแสงแดด จะทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น โดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้ทำโครงสูง 2-2.5 เมตร แล้วใช้ไม้ไผ่พาดและมุงด้วยทางมะพร้าว
สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ใช้หว่านในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ประมาณ 1-2 ลิตร แต่ถ้าใช้วิธีหยอดเมล็ดเป็นแถวโดยมีระยะระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 100-160 กรัมต่อไร่
การปลูกโดยการย้ายกล้าปลูก ก่อนย้ายกล้าประมาณ 2-3 วัน ควรงดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นกล้าแกร่งไม่เปราะง่าย ควรย้ายกล้าในช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น หรือช่วงที่อากาศมืดครึ้ม ก่อนย้ายต้นกล้าให้รดน้ำพอดินเปียกเพื่อให้ถอนได้ง่าย การย้ายควรทำด้วยความระมัดระวังเพาะต้นกล้าบอบช้ำง่าย การถอนไม่ควรใช้วิธีจับต้นดึงขึ้น ทางที่ดีควรหาแผ่นไม้บางๆ หรือเสียมเล็กๆ แทงลงไปในดินแล้วงัดขึ้นมาให้ดินเป็นก้อนติดกับต้นกล้าให้มากที่สุด แล้วรีบนำไปปลูกให้เร็วที่สุด ควรเลือกเฉพาะต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ไปปลูก ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวที่เหมาะสมคือผักกาดหอมใบใช้ระยะ 25×30 เซนติเมตร ผักกาดหอมห่อหัวหัวใช้ระยะปลูก 40×40 เซนติเมตร
การปลูกที่ถูกวิธีคือ ใช้มือจับใบเลี้ยงคู่แรกใบใดใบหนึ่งแล้วหย่อนโคนลงไปในหลุม แล้วกลบดินลงไปให้เสมอระดับหลังแปลง กดดินให้จับรากพอสมควร จากนั้นใช้บัวฝอยละเอียดรดน้ำรอบๆ ต้นให้น้ำค่อยๆ ไหลไปหากันที่หลุม อย่ารดกรอกไปที่ต้น ถ้าเตรียมดินปลูกดีน้ำจะซึมไหลลงหลุมเร็วที่สุด คลุมดินรอบๆ โคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดบางๆ เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรทำร่มบังแดดให้ในวันรุ่งขึ้น อาจใช้กะลาครอบกาบกล้วยเสียบไม้บัง หรือใช้ไม้บังรอบๆ หรือใช้กระทงใบตอบปิดก็ได้ ควรปิดบังแดดไว้ประมาณ 3-4 วัน จึงเอาออก เพื่อช่วยให้ต้นกล้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
การดูแลรักษา
การให้น้ำ ผักกาดหอมเป็นผักรากตื้น จึงควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ โดยในระยะ 2 สัปดาห์แรกหลังจากย้ายปลูกควรให้น้ำทุกวันในตอนเช้าและเย็น โดยใช้บัวฝอยละเอียดรดรอบๆ โคนต้น ไม่รดจนแฉะเกินไป และให้น้ำแบบวันเว้นวันในสัปดาห์ต่อๆ มา สำหรับผักกาดหอมห่อหัว การให้น้ำควรดูจากสภาพความชื้นในดินเป็นหลัก โดยมีข้อควรระวังคือระยะที่กำลังห่อหัวไม่ควรให้น้ำไปถูกหัวเพราะอาจทำให้ เกิดโรคเน่าเละได้
การใส่ปุ๋ย ช่วงเตรียมดินควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้นประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ควรใส่ปุ๋ยยูเรียเมื่อผักกาดหอมอายุได้ 7 วัน โดยละลายน้ำรดในอัตรา 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร รดวันเว้นวัน เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก
เมื่อผักกาดหอมอายุได้ 15-20 วัน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 สำหรับพันธุ์ใบ และใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-13 สำหรับพันธุ์ห่อหัว ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย ผักกาดหอมต้องการธาตุโปแตสเซียมมากกว่าไนโตรเจน โปแตสเซียมจะช่วยให้ใบผักกาดหอมบางและไม่มีรอยจุดบนใบ หากได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไปใบจะมีสีเขียว รสชาติไม่อร่อย
การใส่ปุ๋ยผักกาดหอมพันธุ์ใบควรใส่หมดในครั้งเดียวตอนเตรียมดินปลูก แต่สำหรับผักกาดหอมห่อหัวควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือครั้งแรกใส่ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน โดยใส่ตอนปลูกแล้วพรวนดินกลบ ส่วนที่เหลือใส่เมื่ออายุได้ 21 วัน โดยโรยข้างต้นห่างๆ แล้วพรวนดินกลบ
การเลี้ยงกระบือ
กระบือนับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญต่อระดับเกษตรกรรายย่อย ในชนบทอยู่ตลอดมาโดยนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในระบบการผลิตการเกษตรที่มีการเพาะปลูกเป็นรายได้หลัก นานมาแล้วที่กระบือถูกใช้เป็นแหล่งแรงงานในการเกษตร การใช้มูลเป็นปุ๋ยและเมื่อมีความจำเป็นก็สามารถขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันสามารถใช้ผลพลอยได้ในไร่นาซึ่งมีราคาถูกมาใช้เป็นอาหารกระบือเลี้ยงเพื่อเปลี่ยนให้เป็นเนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงได้ จะสังเกตได้ว่ากระบือพื้นเมืองและ.โคที่เลี้ยงด้วยอาหารแบบเดียวกันและอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันนั้น โคจะมีร่างกายผอมในขณะที่กระบือยังคงสภาพเดิม ซึ่งอาจเนื่องจากความแตกต่างทางด้านสัณฐานวิทยาสรีระวิทยา และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทำให้กระบือมีความแตกต่างจากโคและเอื้อประโยชน์ในการนำเอาสารอาหารไปเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อได้ดีกว่าโค อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการเลี้ยงกระบือของเกษตรได้ถูกละเลยจากภาครัฐ และแม้กระทั่งเกษตรกรเองก็นิยมและหันไปเลี้ยงสัตว์พันธุ์ต่างประเทศ การเลี้ยงกระบือของเกษตรกรยังเป็นไปแบบพื้นบ้านไม่มีระบบการผลิตในเชิงธรุกิจ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการมองข้ามความสำคัญดังกล่าวซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรเองด้วย
การเลี้ยงโคขุน
| การเลี้ยงโคขุนคืออะไร การเลี้ยงโคขุน หมายถึง การเลี้ยงโคให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับค่าอาหารที่ค่อนข้างดีอย่างเต็มที่ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือนอกจากจะให้โคกินอาหารหยาบ (หญ้าหรือฟาง) แล้วยังมีการให้กินอาหารข้น (อาหารเสริม) เพิ่มเติมอีกด้วย ทำให้โคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี |
| ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลี้ยงโคขุน การที่จะเลี้ยงโคขุนเพื่อให้ได้กำไรนั้น ท่านจะต้องพิจารณาและตอบคำถามต่างๆ ต่อไปนี้ว่าท่านจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าท่านแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ ท่านก็จะสามารถเลี้ยงโคขุนได้ โดยไม่ขาดทุน คือ
|
ประเภทและธุรกิจการเลี้ยงโคขุน
|
เพาะเลี้ยงกบ
พันธุ์กบ
พันธุ์กบที่เหมาะสม คือ กบนา ที่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีเหลือง มีอัตราการเจริญเติบโตดี
พันธุ์กบที่เหมาะสม คือ กบนา ที่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีเหลือง มีอัตราการเจริญเติบโตดี
ลักษณะกบพ่อแม่พันธุ์ที่พร้อมผสมพันธุ์
• ตัวผู้ มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีถุงเสียงใต้คาง สีสันบนตัวจะเหลืองกว่าตัวเมีย
• ตัวเมีย มีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ไม่มีถุงเสียงใต้คาง ตัวเมียที่ไข่แก่ท้องจะโป่งนูนเห็นได้ชัด
• แม่พันธุ์ ควรมีอายุ 8 เดือน ขึ้นไป และไข่จะสมบูรณ์เต็มที่ เมื่ออายุ 1 ปี โดยมีน้ำหนักตัว 330 กรัม ขึ้นไป หรือขนาด 3 ตัวต่อกิโลกรัม ไข่ต้องแก่จัด มีสีดำ ข้างลำตัวทั้งสองด้านเมื่อเอามือลูบจะสาก ท้องค่อนข้างใหญ่
• พ่อพันธุ์ จะมีขนาดเล็กกว่าแม่พันธุ์ ควรมีอายุ 8 เดือน ขึ้นไป โดยมีน้ำหนักตัว 200-250 กรัม หรือ 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม จะต้องคึก ดูได้จากเมื่อสอดนิ้วมือเข้าระหว่างขาหน้าทั้งสอง พ่อพันธุ์จะรัดแน่น
• ตัวผู้ มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีถุงเสียงใต้คาง สีสันบนตัวจะเหลืองกว่าตัวเมีย
• ตัวเมีย มีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ไม่มีถุงเสียงใต้คาง ตัวเมียที่ไข่แก่ท้องจะโป่งนูนเห็นได้ชัด
• แม่พันธุ์ ควรมีอายุ 8 เดือน ขึ้นไป และไข่จะสมบูรณ์เต็มที่ เมื่ออายุ 1 ปี โดยมีน้ำหนักตัว 330 กรัม ขึ้นไป หรือขนาด 3 ตัวต่อกิโลกรัม ไข่ต้องแก่จัด มีสีดำ ข้างลำตัวทั้งสองด้านเมื่อเอามือลูบจะสาก ท้องค่อนข้างใหญ่
• พ่อพันธุ์ จะมีขนาดเล็กกว่าแม่พันธุ์ ควรมีอายุ 8 เดือน ขึ้นไป โดยมีน้ำหนักตัว 200-250 กรัม หรือ 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม จะต้องคึก ดูได้จากเมื่อสอดนิ้วมือเข้าระหว่างขาหน้าทั้งสอง พ่อพันธุ์จะรัดแน่น
การเลี้ยงและการจัดการกบพ่อแม่พันธุ์
• บ่อที่ใช้เลี้ยงเป็นบ่อสี่เหลี่ยมขนาด 1×1 , 2×2 , 2×3 เมตร สูง 1.2 เมตร หรือบ่อซีเมนต์กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 หรือ 1.5 เมตร มีวัสดุปิดด้านบน เช่น กระเบื้องมุงหลังคา เพื่อป้องกันไม่ให้กบตกใจ เครียดหรือโดนแดด ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดให้ได้รับแสงแดดได้บ้าง
• ต้องเลี้ยงแยกเพศ แบ่งเป็นบ่อแม่พันธุ์และบ่อพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จึงนำมารวมกันเพื่อให้จับคู่
• ไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 40 ตัวต่อตารางเมตร
• มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และควบคุมไม่ให้น้ำเสีย
• ให้อาหารวันละ 1 – 2 ครั้ง เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง มิฉะนั้นกบจะอ้วนมีแต่ไขมัน ไม่มีไข่
• มีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์
• บ่อที่ใช้เลี้ยงเป็นบ่อสี่เหลี่ยมขนาด 1×1 , 2×2 , 2×3 เมตร สูง 1.2 เมตร หรือบ่อซีเมนต์กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 หรือ 1.5 เมตร มีวัสดุปิดด้านบน เช่น กระเบื้องมุงหลังคา เพื่อป้องกันไม่ให้กบตกใจ เครียดหรือโดนแดด ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดให้ได้รับแสงแดดได้บ้าง
• ต้องเลี้ยงแยกเพศ แบ่งเป็นบ่อแม่พันธุ์และบ่อพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จึงนำมารวมกันเพื่อให้จับคู่
• ไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 40 ตัวต่อตารางเมตร
• มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และควบคุมไม่ให้น้ำเสีย
• ให้อาหารวันละ 1 – 2 ครั้ง เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง มิฉะนั้นกบจะอ้วนมีแต่ไขมัน ไม่มีไข่
• มีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์
การเพาะไก่ชน
การเพาะไก่ให้เก่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ดังนั้นหลายท่านจึงมุ่งมั่นแสวงหา ในขณะที่ประสบการณ์การเพาะส่วนมากเรามักจะพบกับปัญหาสำคัญคือ
1.ไก่ที่ได้ออกมาไม่เก่งเป็นส่วนใหญ่ ถ้าท่านเลี้ยงเหลือรอดเป็นส่วนมากท่านควรเชือดหรือไม่ก็เปลี่ยนสายพ่อสายแม่ที่นำมาผสมข้ามกันครับ พูง่าย ๆ คือเริ่มใหม่นั่นเอง ดังนั้นไก่สายเลือดนิ่งจึงราคาแพงครับ
2. เลี้ยงลูกไก่เหลือลอดน้อยเกินไปสรุปไม่ได้ว่าสายพันธุ์ดีจริงไหม คือถ้าเลี้ยงเหลือรอดเพียงแม่ละ 1-2 ตัว เราก็ตอบไม่ได้ว่าไก่สายนั้นมันแย่หรือมันดีจริงไหม โดยเฉพาะไก่ที่เป็นลูกผสม ทั้งพ่อทั้งแม่ หากเราเลี้ยงลูกไม่เหลือรอดทั้งหมดเราจะสรุปไม่ได้หรอกว่าสายพันธุ์มันดีจริงไหม เพราะพวกนี้เลือดไม่นิ่ง เวลาผสมข้ามสายมาเปลี่ยนพ่อหรือแม่ใหม่ มันจะมีความผันแปรสูงมาก ในทางวิทยาศาสตร์เราจึงเรียกว่าเราไม่สามารถควบคุมความผันแปรที่เกิดจากการผสมพันธุ์ทางพันธุกรรมภายในได้
พูดภาษาชาวบ้านคือ ไม่รู้มันจะออกมาทางไหนตอบอยาก
จากปัญหาทั้งสองข้อ เรามีทางแก้ไขเบื้องต้นคือ
1. กรณีที่หนึ่งเปลี่ยนสายพันธุ์ในการผสมข้ามคือ เอาพ่อนี่ไปผสมกับแม่นี้เอาแม่นี้ไปผสมกับพ่อนี้แบบนี้ครับ แสดงว่าที่เราทำมันไม่ลงเหล่ากันครับ ต้องรออีก 8 เดือนจะรู้ผลครับจเย็น ๆ ใจร้อนไม่ได้นะครับพัฒนาไก่ บางคนพัฒนามาจนแก่ยังไม่ได้ไก่เก่งเลยครับ อันนี้ขอบอกว่ามีจริง ๆ เพราะท่านไม่กล้าลงทุนซื้อแต่ของถูก หรือขอเขามาเพาะ หรือเพาะแบบชาวบ้าน
2. เลิกทำแบบชาวบ้านปล่อยไก่รวมฝูงให้ผสมกันเองเสียเวลานะครับ ควรจัดแยกผสมใช้หลายพ่อหลายแม่ผสมเพื่อลดความเสี่ยงไก่ที่ใช้ไม่ได้จะได้ลดลงครับ ชนิดพ่อเดียวคุมเล้าเลิกได้แล้ว ยิ่งเรามีแม่ไก่หลายเหล่าหลายกอยิ่งไม่ควรทำ เป็นไปไม่ได้ที่พ่อเดียวจะสามารถผสมกับทุกแม่ได้ เพราะลีลาของสายพันธุ์มันโดดเด่นเฉพาะทาง จึงจำเป็นต้องพัฒนาเป็นชุด ๆ ไป บางคนมีพ่อเก่งตัวเดียวปล่อยคุมหมดแบบนี้เจ้งแน่ ๆ ครับ
3.พ่อพันธุ์ที่ไม่เคยให้ลูกใช้ได้ควรทลองแต่น้อยก่อนอย่าผสมมาก พ่อบางตัวเก่งจริงแต่ไม่ถ่ายทอดลูกเพาะสายเลือดเป็นพันธุ์ทางไม่สามารถถ่ายทอดลูกได้ดี อันนี้ต้องทดลองแต่น้อยก่อนว่าเก่งแล้วให้ลูกไหม บางตัวฝีมือพอใช้แต่ให้ลูกสุดยอดก็มีนะครับ พ่อไก่ราคาหลายแสนที่ซื้อกันในตลาดยังไม่ปรากฎว่ามีลูกราคาแสนเลยครับ นั่นคือธรรมชาติการพัฒนา
4. ควรเก็บสถิติการผสมให้ชัดเจน แบ่งหมวดหมู่ไม่ใช่ทำแบบชาวบ้าน ถามว่ามันเป็นลูกพ่อไหนสไตล์อะไรผสมอย่างไรตอบไม่ได้ก็เจ้งอีกครับ..เพราะเราไม่มีข้อมูลพัฒนาต่อเนื่อง
5. ท่านต้องเลี้ยงลูกไก่ให้เหลือหมด ถ้าท่านเลี้ยงเหลือเพียงปีละตัวสองตัว โอกาสเจอตัวเก่งแทบเป็นศูนย์ครับ เพราะพวกลูกผสมนี่มันให้ลูกเบี่บงเบนมาก
6. สำคัญที่สุดฝากไว้วันนี้คือสายเลือดต้องดีก่อนครับ
1.ไก่ที่ได้ออกมาไม่เก่งเป็นส่วนใหญ่ ถ้าท่านเลี้ยงเหลือรอดเป็นส่วนมากท่านควรเชือดหรือไม่ก็เปลี่ยนสายพ่อสายแม่ที่นำมาผสมข้ามกันครับ พูง่าย ๆ คือเริ่มใหม่นั่นเอง ดังนั้นไก่สายเลือดนิ่งจึงราคาแพงครับ
2. เลี้ยงลูกไก่เหลือลอดน้อยเกินไปสรุปไม่ได้ว่าสายพันธุ์ดีจริงไหม คือถ้าเลี้ยงเหลือรอดเพียงแม่ละ 1-2 ตัว เราก็ตอบไม่ได้ว่าไก่สายนั้นมันแย่หรือมันดีจริงไหม โดยเฉพาะไก่ที่เป็นลูกผสม ทั้งพ่อทั้งแม่ หากเราเลี้ยงลูกไม่เหลือรอดทั้งหมดเราจะสรุปไม่ได้หรอกว่าสายพันธุ์มันดีจริงไหม เพราะพวกนี้เลือดไม่นิ่ง เวลาผสมข้ามสายมาเปลี่ยนพ่อหรือแม่ใหม่ มันจะมีความผันแปรสูงมาก ในทางวิทยาศาสตร์เราจึงเรียกว่าเราไม่สามารถควบคุมความผันแปรที่เกิดจากการผสมพันธุ์ทางพันธุกรรมภายในได้
พูดภาษาชาวบ้านคือ ไม่รู้มันจะออกมาทางไหนตอบอยาก
จากปัญหาทั้งสองข้อ เรามีทางแก้ไขเบื้องต้นคือ
1. กรณีที่หนึ่งเปลี่ยนสายพันธุ์ในการผสมข้ามคือ เอาพ่อนี่ไปผสมกับแม่นี้เอาแม่นี้ไปผสมกับพ่อนี้แบบนี้ครับ แสดงว่าที่เราทำมันไม่ลงเหล่ากันครับ ต้องรออีก 8 เดือนจะรู้ผลครับจเย็น ๆ ใจร้อนไม่ได้นะครับพัฒนาไก่ บางคนพัฒนามาจนแก่ยังไม่ได้ไก่เก่งเลยครับ อันนี้ขอบอกว่ามีจริง ๆ เพราะท่านไม่กล้าลงทุนซื้อแต่ของถูก หรือขอเขามาเพาะ หรือเพาะแบบชาวบ้าน
2. เลิกทำแบบชาวบ้านปล่อยไก่รวมฝูงให้ผสมกันเองเสียเวลานะครับ ควรจัดแยกผสมใช้หลายพ่อหลายแม่ผสมเพื่อลดความเสี่ยงไก่ที่ใช้ไม่ได้จะได้ลดลงครับ ชนิดพ่อเดียวคุมเล้าเลิกได้แล้ว ยิ่งเรามีแม่ไก่หลายเหล่าหลายกอยิ่งไม่ควรทำ เป็นไปไม่ได้ที่พ่อเดียวจะสามารถผสมกับทุกแม่ได้ เพราะลีลาของสายพันธุ์มันโดดเด่นเฉพาะทาง จึงจำเป็นต้องพัฒนาเป็นชุด ๆ ไป บางคนมีพ่อเก่งตัวเดียวปล่อยคุมหมดแบบนี้เจ้งแน่ ๆ ครับ
3.พ่อพันธุ์ที่ไม่เคยให้ลูกใช้ได้ควรทลองแต่น้อยก่อนอย่าผสมมาก พ่อบางตัวเก่งจริงแต่ไม่ถ่ายทอดลูกเพาะสายเลือดเป็นพันธุ์ทางไม่สามารถถ่ายทอดลูกได้ดี อันนี้ต้องทดลองแต่น้อยก่อนว่าเก่งแล้วให้ลูกไหม บางตัวฝีมือพอใช้แต่ให้ลูกสุดยอดก็มีนะครับ พ่อไก่ราคาหลายแสนที่ซื้อกันในตลาดยังไม่ปรากฎว่ามีลูกราคาแสนเลยครับ นั่นคือธรรมชาติการพัฒนา
4. ควรเก็บสถิติการผสมให้ชัดเจน แบ่งหมวดหมู่ไม่ใช่ทำแบบชาวบ้าน ถามว่ามันเป็นลูกพ่อไหนสไตล์อะไรผสมอย่างไรตอบไม่ได้ก็เจ้งอีกครับ..เพราะเราไม่มีข้อมูลพัฒนาต่อเนื่อง
5. ท่านต้องเลี้ยงลูกไก่ให้เหลือหมด ถ้าท่านเลี้ยงเหลือเพียงปีละตัวสองตัว โอกาสเจอตัวเก่งแทบเป็นศูนย์ครับ เพราะพวกลูกผสมนี่มันให้ลูกเบี่บงเบนมาก
6. สำคัญที่สุดฝากไว้วันนี้คือสายเลือดต้องดีก่อนครับ
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)